Articles and
Interviews

บทความและบทสัมภาษณ์

OECD Recommendation of the Council on Access to Justice and People-Centred Justice Systems

  • หากพูดถึง OECD หลายคนอาจนึกถึงองค์กรด้านเศรษฐกิจและการค้า แต่รู้หรือไม่ว่า ในระเบียบโลกยุคใหม่ “ความยุติธรรม” ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เมื่อความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไขกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่บั่นทอนสวัสดิภาพของประชาชนและการดำเนินธุรกิจ
  • สภา OECD จึงได้ลงมติในปี 2023 รับรอง OECD Recommendation of the Council on Access to Justice and People-Centred Justice Systems เพื่อเป็นพิมพ์เขียวระดับโลกในการปลดล็อกปัญหาดังกล่าว กฎหมายฉบับข้อเสนอแนะนี้ไม่ได้มองความยุติธรรมเป็นเรื่องเฉพาะของนักกฎหมายหรือห้องพิจารณาคดีอีกต่อไป แต่คือการรื้อถอนกำแพงโครงสร้างเพื่อทำให้บริการทางกฎหมายเข้าถึงง่าย ใช้ภาษาที่เข้าใจได้ และเป็นมิตรต่อคนทุกคน มาร่วมถอดรหัสไปพร้อมกันว่า Guideline เปลี่ยนโลกฉบับนี้วางโครงสร้าง 4 เสาหลักไว้อย่างไร และจะกลายมาเป็นเข็มทิศชี้วัดความพร้อมของประเทศไทยในเวทีสากลได้อย่างไร 
ที่มาที่ไป: ทำไม OECD ถึงต้องผลักดัน Guideline (Recommendation) ฉบับนี้?
  • วิกฤตความเหลื่อมล้ำระดับโลก (Global Justice Gap): ข้อมูลจาก World Justice Project ชี้ว่า มีคนมากกว่า 5,100 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง แม้หลายประเทศจะพัฒนาระบบศาลให้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่ระบบยุติธรรมส่วนใหญ่ยังขาดความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และการตอบสนองความต้องการของประชาชน
  • พันธกิจต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 16.3): ประชาคมโลกและสมาชิก UN ได้ตกลงร่วมกันในวาระ 2030 Agenda เพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรมและหลักการ “Access to Justice for All” OECD จึงต้องการสร้างมาตรฐานกลางเพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ บรรลุเป้าหมายนี้
  • วิวัฒนาการทางนโยบายของ OECD (2013–2023): OECD สั่งสมองค์ความรู้เรื่องการปฏิรูปรัฐบาลและหลักนิติธรรมมานานกว่าทศวรรษ และได้ออก Framework and Good Practice Principles for People-centred Justice ในปี 2021 จนกระทั่งประเทศสมาชิกและเครือข่ายยุติธรรม (OECD Justice Network) ได้เรียกร้องให้ยกระดับกรอบแนวคิดนี้ขึ้นมาเป็น “มาตรฐานทางกฎหมายระดับสถาบันของ OECD” (OECD Legal Standard)
  • จุดเปลี่ยนวิธีคิด (Economic & Social Impact): OECD มองว่าการเข้าถึงความยุติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่คือ “รากฐานของประชาธิปไตย สัญญาประชาคม และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างครอบคลุม” การลงทุนในระบบยุติธรรมช่วยลดต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการจ้างงาน

สาระสำคัญ: ข้อแนะนำใน Recommendation ฉบับนี้มีอะไรบ้าง?

OECD ได้วาง 4 เสาหลัก (Pillars) ในการสร้างระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมีค่านิยมพื้นฐานเรื่องความเป็นอิสระ ความโปร่งใส และหลักนิติธรรมเป็นฐาน:

เสาหลักที่ 1: ปรับวัฒนธรรมองค์กรและสร้างภาวะผู้นำ (Purpose & Culture)

  • สร้างความตกลงร่วมกันในระดับสูงสุดของรัฐบาลในการขับเคลื่อน People-Centred Justice ผ่านแนวทาง Whole-of-State และ Whole-of-Society
  • ขจัดอคติ (Bias) และการเปิดเผยหรือแอบแฝงในการอำนวยความยุติธรรม
  • ทลายอุปสรรคในการเข้าถึงระบบยุติธรรมสำหรับกลุ่มเปราะบาง คนตัวเล็กตัวน้อย และคนที่ถูกมองข้าม

เสาหลักที่ 2: การออกแบบและส่งมอบบริการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centred Services)

  • บริการทางกฎหมายต้อง ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ไม่ซับซ้อน
  • เน้นการ ป้องกันและการระงับข้อพิพาทอย่างทันท่วงที (Prevention and Timely Resolution) มากกว่าการรอให้เกิดคดีความ
  • กระจายบริการยุติธรรมให้เข้าถึงทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือชนบท (Mobile/Hybrid Justice)

เสาหลักที่ 3: โครงสร้างธรรมาภิบาลและโครงสร้างพื้นฐาน (Governance Infrastructure)

  • ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ (Responsible Digital Transformation) โดยใช้ AI และเทคโนโลยีมาเสริมประสิทธิภาพ แต่ต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใส และ ไม่ตัดสิทธิคนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี
  • รับรองความคุ้มครองทางกฎหมายและการบังคับใช้ผลการตัดสิน/ข้อตกลงไกล่เกลี่ยทั้งในระบบทางการและนอกระบบ (Formal & Informal Systems)
  • สร้างกรอบทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ (Experimentation & Scalability)

เสาหลักที่ 4: การเสริมพลังประชาชนและบุคลากร (People Empowerment)

  • สร้าง ความรู้เท่าทันทางกฎหมาย (Legal Literacy) ให้ประชาชนสามารถจัดการข้อพิพาทเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง
  • สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเปราะบางในการออกแบบบริการยุติธรรม
  • พัฒนาสมรรถนะ ศักดิ์ศรี ความหลากหลาย และความโปร่งใสของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม
  • การวางแผน การติดตาม และการใช้ข้อมูล (Planning, Monitoring & Accountability) เน้นย้ำการเก็บและใช้ “People-Centred Justice Data” ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก็บตรงจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบจริง เพื่อนำมาใช้วางแผนงบประมาณและประเมินผล

สถานะและผลบังคับใช้ (Legal Status & Binding Nature)
  • ลักษณะทางกฎหมาย (Non-Legally Binding): เอกสารฉบับนี้มีสถานะเป็น “Recommendation” (ข้อเสนอแนะ) ของสภา OECD (OECD Council) ซึ่งผ่านการรับรองเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2023
  • ไม่มีผลบังคับทางกฎหมายเด็ดขาด (Soft Law): Recommendation ของ OECD “ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Not legally binding)” เหมือนกับสัญญาหรืออนุสัญญา
  • เป็นความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Commitment): แม้จะไม่มีบทลงโทษทางกฎหมาย แต่สะท้อนถึง “พันธกิจทางการเมืองและความคาดหวังระดับสากล” (Expectation of Implementation) ที่ประเทศภาคี (Adherents) ทั้งสมาชิก OECD และประเทศนอกสมาชิกที่เข้าร่วม จะต้องพยายามอย่างที่สุดในการนำไปปฏิบัติและปรับใช้
  • กลไกการติดตามผล (Monitoring & Reporting): คณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance Committee – PGC) ของ OECD ได้รับมอบหมายให้จัดทำ Toolkit เครื่องมือวัดผล และให้รายงานผลการนำข้อเสนอแนะนี้ไปปฏิบัติต่อสภา OECD ภายใน 5 ปี (คือภายในปี 2028) และทุกๆ 10 ปีหลังจากนั้น

การที่ OECD ออก Recommendation on Access to Justice and People-Centred Justice Systems (2023) ถือเป็นการประกาศชัดเจนว่า ‘ความยุติธรรมไม่ใช่เรื่องของศาลเท่านั้น แต่คือเรื่องของทุกคน’ แม้ข้อเสนอแนะนี้จะไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมายอาญาหรือแพ่ง แต่ถือเป็น ‘มาตรฐานคุณค่าใหม่ของโลก’ (Global Standard) ที่ประเทศใดก็ตามที่ต้องการได้รับการยอมรับด้านธรรมาภิบาลและการส่งเสริมการลงทุน—รวมถึงประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD—จำเป็นต้องนำไปปรับใช้จริง

back to top