ยุติ-ธรรมอำพราง: ความไม่เป็นธรรมที่ซ่อนในกระบวนการยุติธรรมไทย
โดย ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ | 31 มกราคม 2567
‘ยุติ-ธรรม’ เป็นคำที่สื่อถึงสภาพปัญหาในกระบวนการยุติธรรมอาญาไทยที่คนรับรู้กันเป็นวงกว้าง นั่นคือเป็นกระบวนการที่ไม่ได้คืนความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เต็มไปด้วยการดำเนินงานที่ไม่มีประสิทธิภาพและล่าช้า ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มีหลายกรณีที่ ‘ผู้อำนวยความยุติธรรม’ ทำลายความเป็นธรรมลงเสียเองด้วย อาทิ คดีฆาตกรรมเชอร์รี่ แอน ที่มีการจับแพะและสั่งประหารในศาลชั้นต้น คดีผู้กำกับโจ้ที่คลุมถุงดำและซ้อมผู้ต้องหาจนเสียชีวิต คดีบอส อยู่วิทยาขับรถชนตำรวจเสียชีวิตซึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากช่วยเหลือจนมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือคดีล่าสุดอย่างคดีฆาตกรรมป้าบัวผันที่ก็มีการจับแพะ คดีฉาวเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความไม่เป็นธรรมทั้งหมดที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อความยุติธรรมไทย แต่ก็สั่นคลอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยว่ากระบวนการยุติธรรมไม่อาจเป็นที่พึ่งสุดท้ายได้
ทุกครั้งที่ความบิดเบี้ยวของยุติธรรมไทยปรากฏขึ้น ก็จะมีเสียงเรียกร้องว่าถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งตำรวจ อัยการหรือแม้แต่ศาลเอง ซึ่งก็จะตามมาด้วยการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปหลากหลายชุดและข้อเสนอจำนวนมาก แต่สุดท้ายแล้ว ความพยายามปฏิรูปเหล่านั้นยังไม่สามารถยุติความไม่ธรรมได้สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ 101 PUB – 101 Public Policy Think Tank ชวนผู้อ่านสำรวจความไม่เป็นธรรมที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการยุติธรรมไทย และวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้การปฏิรูปที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ
อ่านบทความฉบับเต็ม คลิกที่นี่
ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยตกต่ำถึงขั้นที่ผู้คนเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมมากกว่า โดยมีการสำรวจพบว่าคนเชื่อมั่นในการทำงานของฝ่ายสอบสวนและอัยการต่ำกว่ากฎแห่งกรรม มีเพียงศาลที่ได้รับความเชื่อมั่นมากกว่ากฎแห่งกรรม แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หมายความว่า ผู้เสียหายจำนวนมากอาจจะเลือกไม่แจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพราะคิดว่าคงไม่ได้รับความเป็นธรรม ยอมปล่อยไป และรอให้กฎแห่งกรรมทำงาน หรือในอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นได้ว่าผู้ต้องหาจำนวนมากก็ไม่รู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม แต่ไม่คิดสู้คดี ทำใจยอมรับโทษโดยรอให้กฎแห่งกรรมคืนความเป็นธรรมในอนาคต
ความบิดเบี้ยวอีกแบบคือความล่าช้าในการดำเนินคดี เช่น คดีบอสยืดเยื้อนานกว่า 12 ปีจนข้อหาเกือบทั้งหมดขาดอายุความ เหลือเพียงข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และปัจจุบันก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ หรือในบางคดีมีการตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่ตั้งใจไม่จับตัวผู้ต้องหาเพื่อถ่วงเวลาให้คดีหมดอายุความ ในทางตรงข้าม บางคดีมีความพยายามรวบรัดตัดตอนคดีโดยมีการกล่อมหรือข่มขู่ให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพผิด
การข่มขู่ทำร้ายผู้ต้องหาก็สะท้อนให้เห็นด้วยว่าระบบยุติธรรมไม่ได้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหามากที่เท่าที่ควร ในช่วง พ.ศ. 2550-2564 มีการซ้อมทรมานผู้ต้องหาอย่างน้อย 614 กรณี นอกจากนี้ ยังมีการขังผู้ต้องหาระหว่างดำเนินและพิจารณาคดีซึ่งเสมือนเป็นการลงโทษล่วงหน้าก่อนการพิพากษา ทั้งที่ควรต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่ามีการพิสูจน์ว่าผิดจริง โดยในปี 2566 มีจำนวนผู้ต้องขังระหว่างดำเนินคดีมากถึง 4.9 หมื่นคน ซึ่งสุดท้ายมีหลายคนที่ไม่พบการกระทำผิด ในปี 2563-2565 มีผู้ต้องขังราว 2.8 พันคนที่ได้รับการปล่อยตัวหลังศาลตัดสินว่าไม่ได้กระทำผิด
ในขณะที่ฝ่ายอัยการแทบไม่มีบทบาทใดๆ จนกระทั่งได้รับสำนวนคดีจากฝ่ายสอบสวน ทำให้ตรวจสอบได้ยากว่าพยานหลักฐานในสำนวนถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่ และแม้ว่าอัยการสามารถสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมได้ ก็ยังมีข้อจำกัดที่ทำได้เฉพาะพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนเท่านั้น ไม่สามารถสั่งให้หาพยานหลักฐานสำคัญอื่นที่ไม่ปรากฏในสำนวนได้
ข้อจำกัดอีกประการในการตรวจสำนวนคือเวลาที่จำกัด เพราะอัยการได้รับสำนวนในช่วงวันใกล้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย (ซึ่งมีระยะฝากขังสูงสุดไม่เกิน 84 วัน) จากการสำรวจข้อมูลของศาลอาญารัชดาภิเษกในปี 2560 พบว่าฝ่ายสอบสวนใช้เวลาทำสำนวนคดีก่อนส่งให้อัยการเฉลี่ย 61.8 วันใกล้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย เป็นผลให้อัยการรีบสั่งฟ้องก่อนครบกำหนดฝากขังโดยใช้เวลาเฉลี่ย 11.7 วันในการพิจารณาและสั่งฟ้องเพราะไม่ต้องการปล่อยตัวผู้ต้องหาไป
ทั้งนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายสอบสวนทำสำนวนได้ช้าก็น่าจะเป็นเพราะแนวปฏิบัติ ‘จับมาก่อนสอบสวนทีหลัง’ ซึ่งมีข้อวิจารณ์ว่าตำรวจมักจับกุมตัวผู้ต้องหาโดยยังไม่มีหลักฐานที่พอเชื่อได้ว่าทำผิด ทำให้ต้องใช้เวลานานในการสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายหลัง
เห็นได้ว่าแนวปฏิบัติของไทยมีลักษณะแบ่งแยกการสอบสวนและการฟ้องคดีขาดออกจากกัน งานสอบสวนเป็นหน้าที่ของตำรวจ งานฟ้องคดีเป็นของอัยการ แตกต่างจากหลายประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของกระบวนการยุติธรรมที่ดี ที่ยึดหลักว่าการสอบสวน-การฟ้องคดีเป็นกระบวนการเดียวกัน โดยอัยการจะมีบทบาทกำกับตรวจสอบการสอบสวนตั้งแต่เริ่มจนไปถึงการสั่งฟ้องคดี พร้อมกับหลักที่เปิดให้หลายหน่วยงานเข้ามารับรู้การเก็บหลักฐานแต่แรก ทำให้ช่วยป้องกันหรือลดโอกาสบิดเบือนได้ง่าย
ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแจ้งเหตุอาชญากรรมทันทีต่อสำนักงานอัยการในพื้นที่ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน (ที่มีอิสระในการเก็บหลักฐาน ต่างจากไทยที่เป็นไปตามดุลพินิจของพนักงานสอบสวน) หรือในประเทศญี่ปุ่น อัยการมีบทบาทตั้งแต่การตั้งข้อหาและออกหมายจับ โดยจะตรวจสอบพยานหลักฐานว่าควรตั้งข้อหาใดและเพียงพอที่จะออกหมายจับและสั่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งเมื่อมีการจับกุมผู้ต้องหาแล้ว ต้องฟ้องภายใน 10 วัน แตกต่างจากไทยที่ให้ฝากขังในระหว่างดำเนินคดีได้สูงถึง 84 วัน
ลักษณะการพิจารณาคดีอาญาของไทยโน้มเอียงไปทางระบบกล่าวหา (Accusatorial System) กล่าวคือศาลจะวางบทบาทเป็นกลางอย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาตัดสินคดีไปตามพยานหลักฐานเท่าที่คู่ความนำเสนอ การนำเสนอพยานหลักฐานเป็นหน้าที่ของฝ่ายโจทก์ที่ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยทำผิด และฝ่ายจำเลยที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ผิดศาลจะไม่พยายามเรียกสืบพยานหลักฐานเอง
อย่างไรก็ดี ความยุติธรรมในระบบกล่าวหาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความสามารถในการต่อสู้คดีเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายอัยการและพนักงานสอบสวนมีความสามารถเหนือกว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยทั่วไปค่อนข้างมาก ทั้งในด้านความรู้กฎหมาย ทรัพยากร และอำนาจในการเข้าถึงพยานหลักฐานต่างๆ และด้วยการเป็นผู้ฟ้องคดี ก็ทำให้มีท่าทีที่มุ่งเอาผิดกับผู้ต้องหา มากกว่าที่จะช่วยหาหรือเปิดเผยความจริง ซึ่งบางกรณีอาจเป็นคุณกับผู้ต้องหา
ในขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรมไทยไม่ได้สนับสนุนให้ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีได้มากเท่าที่ควรโดยเฉพาะการเข้าถึงทนายที่มีคุณภาพ แม้ว่ากฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดให้ศาลจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาที่ประสงค์จะมีทนาย แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่าจำเลยจำนวนมากไม่มีทนายในระหว่างพิจารณาคดี เช่น ในปี 2561 มีการสำรวจพบว่าร้อยละ 40.5 ของนักโทษหญิงไม่มีทนายให้คำปรึกษาในชั้นศาล โดยสาเหตุหนึ่งที่จำเลยมักไม่มีทนายน่าจะเป็นเพราะจำเลยหลายคนพร้อมจะให้การรับสารภาพ จึงยอมสละสิทธิการมีทนาย
ปัญหาในเรื่องนี้คือการสละสิทธิของจำเลยอาจเป็นไปโดยมิได้ตระหนักถึงผลกระทบของการไม่มีทนาย โดยปกติแล้ว ศาลจะทำหน้าที่แค่ถามความประสงค์ที่จะให้รัฐจัดหาทนายให้ แต่มิได้อธิบายว่าการมีทนายความจะช่วยเหลือจำเลยอย่างไรได้บ้างแม้ในกรณีที่จำเลยรับสารภาพผิดก็ตาม เป็นผลให้จำเลยมีโอกาสยอมรับข้อกล่าวหาและโทษที่รุนแรงเกินกว่าความผิดที่ได้ทำไป เพราะไม่เข้าใจข้อกฎหมายหรือไม่ได้ยื่นคำร้องแสดงเหตุบรรเทาโทษแก่ศาล
ในขณะที่การหวังให้ศาลช่วยอธิบายรายละเอียดข้อกล่าวหาหรือให้คำแนะนำยื่นขอบรรเทาโทษแก่จำเลยก็เป็นเรื่องยากเพราะศาลต้องแสดงตัว ‘เป็นกลาง’ การช่วยอธิบายหรือให้คำแนะนำดังกล่าวอาจถูกมองเป็นการเข้าเข้าข้างจำเลยได้
ปัญหาการไม่มีทนายยังก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความเป็นธรรมในการตัดสินของศาลตามมา ดังเช่นในคดีหนึ่งที่ในตอนแรกจำเลยได้ให้การรับสารภาพความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปทำอนาจารและไม่ขอทนายความในวันนัดสอบคำให้การและวันนัดสืบพยานโจทก์ หลังจากนั้น 2 เดือนได้ปฏิเสธข้อหาดังกล่าวโดยอ้างว่าไม่เข้าใจข้อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความพยายามประวิงเวลาคดีของจำเลยเพราะได้มีการอ่านและอธิบายคำฟ้องแก่จำเลยแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อวินิจฉัยก็เป็นที่สงสัยของผู้พิพากษาบางท่านที่มองว่าการอธิบายคำฟ้องไม่น่าจะช่วยให้จำเลยเข้าใจข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้
ยิ่งไปกว่านั้น การวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดเกินไปของศาลยังมีข้อวิจารณ์ว่าเป็นการเพิกเฉยต่อการค้นหาความจริง โดยในบางคดี ศาลตัดสินไปตามการยอมรับสารภาพของจำเลย ทั้งที่พบข้อมูลว่าจำเลยอาจไม่ได้กระทำผิดจริง เช่น ในคดีป่าไม้คดีหนึ่ง จำเลยให้การสารภาพ หลังจากนั้น ศาลได้สั่งมีการสืบเสาะหาข้อมูลจำเลยเพื่อกำหนดโทษ ซึ่งพบว่าจำเลยรับจ้างมาสารภาพ แต่สุดท้ายศาลไม่ได้กลับคำตัดสินหรือให้กระบวนการค้นหาความจริงเพิ่ม
เมื่อนำตัวเลขข้างต้นมาคิดเป็นภาระงาน ก็จะพบว่าบุคลากรแต่ละฝ่ายมีภาระงานล้นมือ พนักงานสอบสวนแต่ละคนต้องทำคดี 71 คดีต่อปี เท่ากับโดยเฉลี่ย ต้องทำสำนวนคดีให้เสร็จภายใน 3.4 วันต่อคดี ถึงจะไม่มีงานค้าง เช่นเดียวกับอัยการแต่ละคนที่ต้องพิจารณาสำนวนเพื่อสั่งฟ้องคดี 144 คดีต่อปี โดยเฉลี่ยต้องใช้เวลาไม่เกิน 1.7 วันต่อคดี ในขณะที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นต้องพิจารณาตัดสินคดี 195 คดีต่อปี โดยเฉลี่ยต้องใช้เวลาไม่เกิน 1.2 วันต่อคดีมิเช่นนั้นจะมีภาระงานค้างไปในปีถัดไป
ทั้งนี้ ตัวเลขข้างต้นอาจจะมิได้สะท้อนสภาพปัญหาจริงในบางพื้นที่ที่มีภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก เช่น มีการรายงานว่าในสถานีตำรวจบางแห่ง พนักงานสอบสวนบางคนมีภาระงานคดีถึง 200 คดีต่อปี มากกว่าหลักเกณฑ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 70 คดีต่อปี
สภาพภาระงานที่หนักข้างต้น ผนวกกับแรงกดดันจากฝ่ายต่างๆ ที่ต้องการให้คดีเสร็จสิ้นโดยเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ผลักให้เจ้าหน้าที่คำนึงถึงความเร็วมากกว่าความเป็นธรรม และเอื้อหรือส่งเสริมให้ใช้วิธีการลดหรือเร่งคดีที่ไม่เป็นธรรม
ยกตัวอย่างเช่น ในชั้นการสอบสวน มีวิธีการที่เรียกว่า ‘เป่าคดี’ เพื่อลดจำนวนคดี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรับฟังข้อร้องทุกข์ แต่ลงบันทึกการแจ้งความในสมุดส่วนตัว ไม่ใช่ในระบบของสถานีตำรวจ หรือมีการเร่งทำสำนวนคดีมากเกินไปโดยไม่รัดกุม ทำให้การรวบรวมหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาด โดยไม่ได้แจ้งสิทธิการมีทนายในชั้นสอบสวนแก่ผู้ต้องหา
ในขณะที่อัยการเองก็เร่งสั่งฟ้องไปก่อน ไม่ได้ตรวจสอบสำนวนอย่างรอบคอบ ไม่ได้สั่งสอบสวนเพิ่มในกรณีสำนวนอ่อนเกินไปหรือในกรณีที่ไม่ได้แจ้งสิทธิการมีทนาย จนเป็นผลให้ศาลสั่งยกฟ้องในหลายคดีดังเช่นในปี 2559 ที่รองอัยการสูงสุดมีหนังสือกำชับให้พนักงานอัยการตรวจสอบสำนวนในเรื่องการแจ้งสิทธิการมีทนายแก่ผู้ต้องหามากอย่างเคร่งครัดขึ้น หลังพบว่ามีหลายคดีที่ศาลยกฟ้องด้วยเหตุที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่
ในชั้นการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ก็มีข้อวิจารณ์ต่อแนวปฏิบัติใน ‘ห้องเวรชี้’ (ห้องพิจารณาในการสอบคำให้การครั้งแรก) ว่าเน้นไปที่การตัดสินคดีจำนวนมากให้เสร็จสิ้นได้ในแต่ละวันมากกว่าการรักษาสิทธิของจำเลย โดยมีการปิดกั้นมิให้บุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงญาติและทนายเข้าร่วมรับฟังและให้คำแนะนำกับจำเลย ทำให้จำเลยที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายอาจรับสารภาพในข้อกล่าวหาที่รุนแรงกว่าความผิด หรือไม่ได้ขอลดหย่อนโทษ ในขณะที่ ผู้พิพากษาหลายคนก็มักจะตัดสินโทษตามยี่ต๊อก (บัญชีมาตรฐานโทษที่เป็นแนวทางการกำหนดโทษแก่ผู้พิพากษา) ไม่ได้สั่งทำการสืบเสาะหาข้อมูลผู้ทำผิดเพื่อพิจารณากำหนดโทษอย่างเหมาะสมรายบุคคล ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 วันถึง 30 วัน ยกเว้นว่าจำเลยจะมีการขอลดหย่อนโทษ
ในด้านการสอบสวน มีข้อเสนอให้ฝ่ายอัยการและฝ่ายปกครองเข้ามากำกับติดตามการสอบสวนคดีตั้งแต่ต้นอย่างน้อยในคดีสำคัญ จากปัจจุบันที่มีแทบไม่มีบทบาท ซึ่งคาดหวังว่าจะช่วยต้านทานการแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจได้ ฝ่ายที่เห็นด้วยกับมาตรการนี้มีตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย คณะกรรมการปฏิรูป องค์กรภาคประชาชน รวมถึงฝ่ายอัยการด้วย ซึ่งได้มีความพยายามที่แก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตามข้อเสนอนี้ย้อนไปอย่างน้อยถึงปี 2531 และล่าสุดคือการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายอย่างน้อยสองฉบับในช่วงปี 2562-2566 ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติสอบสวนคดีและร่างกฎหมายแก้ไขประมวลวิธีพิจารณาความอาญา
แต่สุดท้ายก็ไม่มีการออกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพราะมีแรงคัดค้านหลักจากฝ่ายตำรวจ โดยมองว่าการให้อัยการมา ‘คุม’ งานสอบสวนจะไม่ช่วยลดความบิดเบี้ยวได้ เพราะอัยการก็ร่วมกับตำรวจบางนายบิดเบือนสำนวนและหลักฐานได้เช่นกัน และอัยการไทยก็ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรพอที่จะเข้ามาร่วมสอบสวน โดยปัจจุบันกฎหมายให้อัยการทำหน้าที่สอบสวนได้ในคดีความผิดซึ่งเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรและคดีเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ในทางปฏิบัติมักมอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินการอยู่ดี ในขณะที่อัยการบางท่านเห็นว่าอุปสรรคในการปฏิรูปมาจากแรงคัดค้านของผู้มีอำนาจหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้ประโยชน์จากการควบคุมและแทรกแซงงานสอบสวนได้
อีกข้อเสนอปฏิรูปการสอบสวนมาจากฝ่ายตำรวจเอง แต่ก็พบกับความขัดแย้งกันภายในและไม่ประสบผลสำเร็จเช่นกัน โดยสมาคมพนักงานสอบสวนเสนอให้แยกการบริหารงานสอบสวนเป็นอิสระออกจากงานปรามปรามและงานส่วนอื่น ไม่ให้อยู่ภายใต้ผู้บังคับบัญชาคนเดียวกันเหมือนในปัจจุบัน ขณะที่พนักงานสอบสวนอีกกลุ่มไม่เห็นด้วยและแยกตัวออกมาเป็นจัดตั้งสมาพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ โดยเรียกร้องให้ตั้งหน่วยงานสอบสวนที่แยกออกเป็นอิสระจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ปรากฏว่าแนวทางของสมาคมพนักงานสอบสวนได้รับการตอบสนองมากกว่าจากคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน โดยกำหนดให้มีสายบังคับบัญชางานสอบสวนแยกเฉพาะออกมา คู่ขนานไปกับสายบังคับบัญชาเดิม ตั้งแต่สารวัตรสอบสวน ผู้กำกับการสอบสวน ผู้บังคับการสอบสวนจนถึงผู้บัญชาการสอบสวน แต่การผลักดันร่างกฎหมายนี้สุดท้ายก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำหนังสือคัดค้านหลายประเด็นต่อรัฐบาล ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการแบ่งแยกการบริหารงานสอบสวน โดยอ้างว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการบริหารงานในภาพรวมที่ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างฝ่ายสอบสวนกับฝ่ายงานอื่น
ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้จัดทำร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติอีกฉบับที่ไม่มีการแยกสายบังคับบัญชายื่นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และกลายมาเป็นร่างกฎหมายของ ครม. ที่เข้าสู่รัฐสภาแทนร่างของนายมีชัย จนออกมาเป็น พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
ข้อเสนอการปฏิรูปอีกด้านหนึ่งที่ติดกับความขัดแย้งมาอย่างยาวนานคือการชะลอฟ้อง ซึ่งเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาคดีอาญาล้นศาล โดยให้อำนาจอัยการสั่งไม่ฟ้องและสั่งคุมประพฤติแทนได้ ในกรณีที่เห็นว่าผู้ต้องหามีความผิดจริงแต่ไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย การถกเถียงเรื่องมาตรการชะลอฟ้องมีมาอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 2520 และมีความพยายามเสนอร่างกฎหมายหลายต่อหลายครั้งที่จะใช้กับคดีที่มีโทษไม่รุนแรง แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเพราะมีแรงคัดค้านมาจากกลุ่มผู้พิพากษารวมถึงฝ่ายบริหารของตุลาการด้วย เช่น ในปี 2559 ประธานศาลฎีกาได้ยื่นหนังสือทักท้วงต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่าร่างกฎหมายชะลอฟ้องมีหลักการไม่เหมาะสม โดยกลุ่มที่คัดค้านมองว่าการชะลอมีลักษณะก้าวล่วงอำนาจตุลาการ เสมือนเป็นการให้อำนาจพิจารณาตัดสินคดีถูกผิดแก่อัยการตัดสินถูกผิด และอาจเป็นการตัดทอนสิทธิจำเลยที่จะต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุดในชั้นศาลด้วย อีกทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนความยุติธรรมได้ง่ายขึ้น โดยการแทรกแซงการทำงานของอัยการจากฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอำนาจ
ฝ่ายอัยการและผู้ที่สนับสนุนมาตรการชะลองฟ้องได้พยายามแก้ไขข้อขัดแย้งข้างต้น โดยเสนอให้ศาลมีอำนาจตรวจสอบการชะลอฟ้องของอัยการได้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเนื้อหาในร่างกฎหมายชะลอฟ้องที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2565 ที่ได้เชิญทั้งตัวแทนทั้งฝ่ายอัยการและตุลากรเข้าร่วมด้วย แต่สุดท้าย สภาผู้แทนราษฎรก็หมดสมัยไปก่อนจะได้พิจารณาและในปัจจุบันก็ยังไม่ความคืบหน้าใดๆ
ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากการปฏิรูปที่เน้นแยกองค์กรตำรวจ อัยการ และศาลยุติธรรม ออกจากโครงสร้างการบริหารของฝ่ายการเมือง และดูจะหวังพึ่งกลไกกำกับและตรวจสอบกันเองภายใน มากกว่าการสร้างความรับผิดต่อประชาชนและผ่านกลไกที่เปิดให้มีการตรวจสอบจากภายนอก
ตำรวจ
ในปีพ.ศ. 2541 กรมตำรวจได้แยกออกจากกระทรวงมหาดไทย มาตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่สังกัดกระทรวงใด อยู่ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ต่อมาใน พ.ศ. 2547 มีการออกพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ซึ่งให้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ขึ้นทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแล สตช. และมีอำนาจเห็นชอบการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ
แม้จะพยายามทำให้อิสระโดยบริหารงานอยู่นอกกระทรวง แต่ก็ยังคงมีการวิจารณ์ว่าฝ่ายการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซง สตช. ได้ ผ่านการแต่งตั้ง ผบ.ตร. จึงทำให้มีความพยายามที่จะลดอำนาจการแต่งตั้งของฝ่ายการเมือง และเพิ่มอำนาจของฝ่ายข้าราชการตำรวจแทน โดยครั้งล่าสุดคือการออก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่โอนอำนาจเห็นชอบการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แทน ก.ต.ช. โดยในกรรมการ ก.ตร. มีทั้งหมด 16 คน ซึ่งมีถึง 10 คนที่เป็นหรือเคยเป็นตำรวจ มีนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่มาจากฝ่ายการเมือง ที่เหลืออีก 5 คนเป็นข้าราชการและผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เคยเป็นตำรวจ เมื่อเทียบกับ ก.ต.ช. ซึ่งมีกรรมการฝ่ายตำรวจเพียงคนเดียวจากทั้งหมด 11 คน ส่วนฝ่ายการเมืองมี 3 คน ที่เหลือเป็นข้าราชการ 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน เท่ากับว่าเป็นการปรับให้คณะกรรมการเป็นคนในองค์กรมากขึ้น
ส่วนการตรวจสอบงานสอบสวนเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีข้อวิจารณ์ว่าไม่ค่อยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาทมากนัก และแม้ว่าตั้งแต่ปี 2541 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจโดยมีกรรมการจากภาคประชาชนด้วย แต่ก็พบปัญหาว่าไม่ได้มีตัวแทนประชาชนที่ทำการตรวจสอบจริง เพราะกรรมการมาจากการคัดเลือกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ส่วนคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ก็ดูจะมีข้อจำกัดที่ตรวจสอบได้เฉพาะเรื่องร้องเรียนจากประชาชนซึ่งส่วนใหญ่อาจทราบเพียงปัญหาทั่วไป เช่น การไม่รับแจ้งความ แต่การบิดเบือนการสอบสวนมักเป็นกระบวนการภายในที่ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ของผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา
อัยการ
กรมอัยการเองแต่เดิมอยู่สังกัดกระทรวงมหาดไทย จนกระทั่งการรัฐประหารใน พ.ศ. 2534 คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้แยกองค์กรออกมาเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด มีสถานะเป็นหน่วยงานราชการอิสระ ไม่สังกัดกระทรวง ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยอ้างเหตุผลสำคัญคือเพื่อมิให้อิทธิพลทางการเมืองมาก้าวก่ายการดำเนินคดี ต่อมาหลังการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 ก็มีการอ้างเหตุผลดังกล่าวในการกำหนดให้องค์กรอัยการเป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560 ที่มีอิสระด้านการบริหารจัดการ งบประมาณและบุคลากร โดยมีคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กำกับดูแลการบริหารบุคลากร ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งหรือเพิกถอนอัยการสูงสุดด้วย
แต่หลักประกันอิสระข้างต้นไม่ได้มาพร้อมกับการยึดโยงกับประชาชนเท่าใดนัก โดยจากกรรมการ ก.อ. ทั้งหมด 15 มีคนจากฝ่ายอัยการถึง 12 คน แบ่งเป็นผู้บริหารองค์กรอัยการ 6 คน ผู้ทรงวุฒิที่ดำรงตำแหน่งอัยการ 4 คน ผู้ทรงคุณวุฒิอดีตอัยการอีก 2 คน และส่วนที่เหลือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2 คนและประธานอีก 1 คนซึ่งเคยเป็นข้าราชการ โดยอาจเป็นอัยการหรือไม่ก็ได้ และในช่วงที่ผ่านมา วุฒิสภาที่มีอำนาจเห็นชอบการแต่งตั้งหรือเพิกถอนอัยการ ก็มีที่มาจากการแต่งตั้งที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนเช่นกัน
ในขณะที่การตรวจสอบคำสั่งคดีในปัจจุบันมีระบบที่เปิดให้ฝ่ายตำรวจทำความเห็นแย้งในกรณีที่เห็นว่าควรสั่งฟ้อง แต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง แต่คำสั่งสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอัยการสูงสุด และการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีคำสั่งคดีที่ไม่ชอบหรือมีความผิดพลาดก็ยังมักทำโดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่มีแต่อัยการด้วยกันเอง โดยฝ่ายอัยการอ้างว่าบุคคลภายนอกไม่มีความเข้าใจถึงการทำงานของอัยการ นอกจากนี้กระบวนการต่างๆ ยังไม่มีกลไกความรับผิดโดยตรงต่อผู้เสียหาย เช่น ในกรณีมีคำสั่งไม่ฟ้อง อัยการยังไม่ต้องส่งพยานหลักฐานและอธิบายเหตุผลให้แก่ผู้เสียหายเข้าใจ หรือในกรณีคำสั่งไม่ฟ้องที่มีข้อผิดพลาด ก็ยังไม่มีข้อกฎหมายที่เปิดให้เปลี่ยนเป็นคำสั่งฟ้องได้ด้วยเหตุผลว่าพบข้อผิดพลาดในคำสั่งเดิม
ศาล
ส่วนองค์กรตุลาการได้แยกออกจากกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจตุลาการออกจากอำนาจบริหาร แต่ในปัจจุบัน ฝ่ายตุลาการไทยแทบไม่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
การแต่งตั้งเลือกประธานศาลฎีกาในฐานะประมุขฝ่ายตุลาการเป็นเรื่องภายในของฝ่ายตุลาการ ที่เสนอชื่อโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการทั้งหมด 15 คน แบ่งเป็นประธานศาลฎีกา ตัวแทนผู้พิพากษาศาลฎีกา 6 คน ศาลอุทธรณ์ 4 คน และศาลชั้น 2 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาล และมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอีก 2 คนจากการเลือกของผู้พิพากษาทั่วประเทศ และต้องได้รับเห็นชอบจากวุฒิสภา (ที่ไม่ได้มีที่มาเชื่อมโยงกับประชาชน) ทั้งนี้ แต่เดิมนั้น ก.ต. เคยมีความเชื่อมโยงกับประชาชนมากกว่าปัจจุบัน โดยในปี 2543 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน มีที่มาจากการคัดเลือกและเห็นชอบโดยวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในเวลานั้น
องค์กรตุลาการยังเน้นใช้กลไกตรวจสอบภายในเช่นเดียวกับตำรวจและอัยการอีกด้วย โดยมี ก.ต. ทำหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมและวินัยของผู้พิพากษา และมีระบบที่ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าตรวจร่างคำพิพากษาและให้คำแนะนำปรับปรุง ในทางตรงข้าม กลับไม่ค่อยมีกลไกสร้างความโปร่งใสหรือเอื้อให้เกิดการตรวจสอบความเหมาะสมของคำพิพากษาจากภายนอก เช่น ไม่เปิดเผยคำพิพากษาคดีเป็นการทั่วไป หรือเก็บยี่ต๊อก (บัญชีมาตรฐานโทษ) เป็นเอกสารลับภายในศาล
ปัจจัยเบื้องหลังสำคัญของการเพิ่มความเป็นเอกเทศข้างต้นก็คือชุดวิธีคิดของบุคลากรภายใน ที่มองว่าการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมจากภายนอกไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของเกราะป้องกันความอิสระ แต่เป็นอุปสรรคต่ออิสระในการทำงาน ดังจะเห็นจากการที่ตัวแทนองค์กรเหล่านี้ออกมาคัดค้านข้อเสนอให้เพิ่มสัดส่วนกรรมการ ‘คนนอก’ ในคณะกรรมการทั้งข้าราชการตำรวจ อัยการ และตุลาการ โดยอ้างเหตุผลที่คล้ายกันว่าบุคคลภายนอกไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงาน และอาจเป็นการเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงการทำงานได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ดี ความเป็นเอกเทศดูจะไม่สามารถรับประกันความเป็นอิสระได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการแทรกแซงจาก ‘คนใน’ ซึ่งการตรวจสอบกันเองภายในอาจถูกมองได้ว่ามีการช่วยเหลือกัน ไม่เพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือแก่สังคมได้ ดังเช่นกรณีผู้พิพากษา คณากร เพียรชนะ ที่เขียนแถลงการณ์ว่าอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ผู้บังคับบัญชาของตนมีคำสั่งให้แก้คำพิพากษาในคดีที่ตนรับผิดชอบ เป็นบันทึกลับซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบขั้นตอน แต่สุดท้าย ก.ต. ให้ความเห็นว่าไม่มีมูล จึงไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือในคดีบอส อยู่วิทยา คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของอัยการมีความเห็นว่าคำสั่งไม่ฟ้องของรองอัยการสูงสุดเป็นไปตามกฎระเบียบภายในขององค์กรอัยการ แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่นำโดยนายวิชา มหาคุณ กลับมีบทสรุปว่าคำสั่งไม่ฟ้องเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและน่าเชื่อว่ามีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องหาไม่ให้รับโทษ ซึ่งภายหลังนำไปสู่การสอบจริยธรรมและลงโทษอัยการที่สั่งคดีพร้อมกับมีการปรับปรุงกฎระเบียบภายในอัยการ
ตัวอย่างหนึ่งคือความโน้มเอียงไปทางระบบกล่าวหา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศอังกฤษที่เป็นต้นแบบของระบบกล่าวหา โดยในระยะเริ่มแรกของการปฏิรูป รัชกาลที่ 5 ได้ส่งบุคลากรไปศึกษากฎหมายที่ประเทศอังกฤษและนำเอาแนวคิดระบบกล่าวหามาใช้จัดทำกฎหมายอาญาของไทย แม้ต่อมาได้มีการจัดทำประมวลวิธีพิจารณาความอาญาให้มีลักษณะไต่สวนมากขึ้น แต่วิธีคิดและแนวปฏิบัติแบบกล่าวหายังคงแฝงฝังในกระบวนการยุติธรรมไทยดังที่กล่าวถึงตอนต้น
ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนยังมุ่งแสวงหาหลักฐานกล่าวโทษกับผู้ต้องหา อาจไม่ได้รวบรวมหลักฐานที่เป็นคุณต่อผู้ต้องหา ดังจะเห็นได้จากข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. 2523 ที่กำหนดว่า “ไม่จำเป็นจะต้องสอบสวนพยานของผู้ต้องหาเพราะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่จะพิจารณาคดีว่าพอมีมูลดำเนินการฟ้องหรือไม่เป็นหลัก” และแม้ในปี 2538 มีการแก้ไขข้อบังคับให้มีสิทธิยื่นขอให้สอบสวนพยานฝ่ายผู้ต้องหา แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังคงมีรายงานศึกษาที่กล่าวถึงปัญหาดังกล่าว
อัยการบางส่วนเองก็ยังเน้นมุ่งเน้นที่จะเอาผิดจำเลยเป็นหลัก โดยเลือกไม่บรรยายข้อเท็จจริงหรือหลักฐานบางชิ้นที่เป็นคุณต่อกับจำเลย หรือในขั้นการตรวจสอบพยานหลักฐานก่อนสืบพยานในชั้นศาล ก็มีความพยายามปิดบังพยานหลักฐานมิให้ฝ่ายจำเลยได้รับรู้ถึงหลักฐานที่ใช้ในชั้นศาล เช่น ใช้คำที่คลุมเครือว่า “บรรดาสรรพเอกสารในสำนวนการสอบสวนคดี” ทำให้ฝ่ายจำเลยไม่สามารถเตรียมสู้คดีได้อย่างเท่าเทียม ผิดกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในกฎหมาย
หรือในชั้นการพิจารณาคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ศาลเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เองดังเช่นในระบบไต่สวน แต่ก็พบว่ายังไม่ใช่วิถีปฏิบัติของศาลไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้พิพากษายึดถือจริยธรรมแบบระบบกล่าวหาที่ต้องแสดงตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ซึ่งการเรียกหลักฐานพยานเองอาจก่อให้เกิดข้อครหาได้ว่าเป็นการช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
แน่นอนว่าปัญหาความยุติธรรมมิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะวิถีปฏิบัติที่โน้มเอียงไปทางระบบการกล่าวหา แต่ยังเป็นผลจากการไม่ได้ให้สำคัญกับสิทธิต่างๆ ในการต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียม ต่างจากที่เขียนไว้ในกฎหมาย
ตัวอย่างหนึ่งคือสิทธิได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยซึ่งมีการรับรองไว้ในกฎหมายตั้งแต่ พ.ศ. 2477 แต่ในทางปฏิบัติ ห้องเวรชี้ในศาลบางแห่งเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่เปิดให้แม้แต่ญาติและทนายของจำเลยเข้าร่วมรับฟัง เว้นแต่ต้องขออนุญาตศาลเป็นรายๆ ไป ทำให้จำเลยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทนายอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ดูเหมือนว่าทนายบางท่านเองยังคงเข้าใจและยอมรับว่าการปิดกั้นของห้องเวรชี้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นปกติ หรืออัยการบางท่านตีความว่าแนวปฏิบัติห้องเวรชี้ดังกล่าวไม่ขัดกับกฎหมายที่กำหนดให้พิจารณาต่อหน้าจำเลยเท่านั้น
นอกจากนี้ สิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน เป็นอีกสิทธิที่มีการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับรวมถึงฉบับปัจจุบันด้วย แต่มีปัญหาค่อนข้างมากในทางปฏิบัติ โดยหลักการของสิทธินี้ไม่ควรมีการฝากขังผู้ต้องหาในระหว่างดำเนินคดี ยกเว้นว่าเจ้าหน้ารัฐมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ต้องหามีโอกาสจะหลบหนีสูง ทำลายหลักฐาน หรือไปก่อความผิดอื่นเพิ่ม แต่การดำเนินงานจริงดูจะมีลักษณะแบบ ‘ขังไว้ก่อน’ โดยเฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษสูง และกลายเป็นว่าภาระพิสูจน์ในการขอปล่อยตัวกลับตกเป็นของผู้ต้องหาที่จะต้องทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจะไม่หลบหนีหรือไปทำลายหลักฐาน ซึ่งวิธีหลักก็ยังคงเป็นการยื่นเงินประกันตัวเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่หลบหนี
ภายใต้จารีต ‘รัฐเป็นใหญ่’ กระบวนยุติธรรมทางอาญาย่อมแปลงสภาพกลายเป็นเครื่องมือของรัฐได้โดยง่าย โดยเมื่อการบรรลุ ‘ผลประโยชน์และความมั่นคงของรัฐ’ บดบังความสำคัญของการค้นหาความจริงและการให้สิทธิต่อสู้คดี รัฐก็พร้อมจะใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐปรามปราบ เอาผิดและลงโทษรุนแรงเกินเหตุเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาต่างๆ อย่างการทำสงครามปราบยาเสพติดที่มีการฆ่าตัดตอนผู้ต้องหาจำนวนมาก หรือการทวงคืนผืนป่าโดยการรุกและไล่ฟ้องชาวบ้าน
ศาลเองก็ดูจะพร้อมอ่อนโอนผ่อนตามสภาวะของผู้ถือครองอำนาจรัฐ ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารที่ทำลายหลักนิติธรรมทั้งหมดและตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ในคดีที่จำเลยถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2560 จำเลยได้ให้การรับสารภาพโดยพนักงานสอบสวนไม่มีการแจ้งสิทธิที่จะไม่พูด-ตอบคำถาม แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการสอบปากคำเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น เจ้าหน้าที่ไม่จำต้องแจ้งสิทธิใดๆ และยอมรับคำให้การดังกล่าวเป็นหลักฐาน แตกต่างจากคดีอาญาทั่วไปที่ศาลฎีกาจะไม่รับคำให้การในกรณีที่ไม่มีการแจ้งสิทธิดังกล่าว
อภิสิทธิ์สำคัญของรัฐอีกประการที่มาควบคู่กันคือการให้อภิสิทธิ์พ้นผิดลอยนวลแก่บุคคลในตำแหน่งสูง เจ้าหน้าที่รัฐและเครือข่าย โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในนามของรัฐ เพื่อปกป้องความชอบธรรมในการใช้อำนาจของรัฐ โดยกระบวนการยุติธรรมดูเหมือนจะพร้อมวางเฉยให้คดีถูกหลงลืมไป ไม่สอบสวนหาผู้กระทำผิด ปล่อยให้หลักฐานต่างๆ หายไป ทั้งในกรณีสั่งสังหารหมู่ประชาชนและนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 การฆ่าตัดตอนในระหว่างการปราบปรามยาเสพติด หรือการซ้อมทรมานจนถึงแก่ชีวิตในค่ายทหาร
เห็นได้ว่าความไม่เป็นธรรมที่ซุกซ่อนในกระบวนการยุติธรรมก่อตัวและดำรงอยู่ได้ภายใต้ปัจจัยหลายประการที่พัวพันกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งและไม่เชื่อใจกันระหว่างองค์กรยุติธรรมที่ทำให้การปฏิรูปหลายอย่างต้องหยุดนิ่ง วิธีคิดของคนในกระบวนการยุติธรรมที่ดูจะไม่ไว้ใจการตรวจสอบจากตัวแทนทางสังคม ทำให้ขาดการตั้งคำถามถึงความไม่เป็นธรรมของวิถีปฏิบัติที่ทำกันมา ตลอดจนจารีตปกครองที่หน่วยงานต่างๆ พร้อมจะรับใช้อำนาจรัฐมากกว่าการปกป้องความเป็นธรรมแก่คนทั่วไป
การจะฟื้นความยุติธรรมให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมจึงไม่สามารถทำได้ด้วยการแก้แค่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียวหรือแค่เรียกร้องให้สังคมไว้ใจหน่วยงานยุติธรรม แต่น่าจะต้องเริ่มจากการเปิดให้คนในสังคมได้ตรวจสอบการทำงานหรือเข้าไปตั้งคำถามและร่วมกำหนดกติกาภายในและระหว่างองค์กรต่างๆ ตลอดจนการฟื้นการดำเนินคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวกับการ กระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อคืนความเป็นธรรมแก่สังคม
