ความยุติธรรมตกไม่ทั่วฟ้า คนไม่เสมอกันต่อหน้ากฎหมาย
โดย รัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล | 11 มกราคม 2567

เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีฐานะร่ำรวยเงินทองหรืออำนาจถูกกล่าวหาว่าทำความผิด สังคมไทยก็เหมือนจะรู้บทสรุปตั้งแต่ก่อนคดีจะเริ่ม พวกเขาเหล่านั้นมักได้รับการปรนนิบัติอย่างดีจากกระบวนการยุติธรรม ไม่มีทางได้นอนในเรือนจำเพราะมีเงินจ่ายค่าประกันตัว หรือไม่มีทางเสียเปรียบในทางกฎหมายเพราะมีทีมทนายความที่เก่งกาจพร้อมต่อสู้คดี สภาพเช่นนี้ตรงข้ามกับประชาชนทั่วไปที่ต้องขวนขวายหาความเป็นธรรมเอาเองในกระบวนการยุติธรรมที่มีราคาแพงและซับซ้อน วลีอมตะอย่าง “คุกมีไว้ขังคนจน” จึงยังคงเป็นจริงอยู่ในสังคมไทย
‘ความเหลื่อมล้ำ’ ในกระบวนการยุติธรรมไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตและยังคงมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในปัจจุบัน จนกลายเป็นภาพจำและสิ่งที่คนคาดการณ์เป็นปกติไปแล้ว
ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมมาจากหลายปัจจัยที่มีผลต่อคดีนอกเหนือจากข้อเท็จจริงในคดี อาทิ การมีความรู้ความเข้าใจข้อกฎหมาย การมีทนายความที่มีความสามารถในการเป็นตัวแทนในการต่อสู้คดี การมีทรัพยากรและเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินคดี รวมทั้งอคติบางประการที่แฝงอยู่ในกฎหมายและแนวทางปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดนี้ทำให้คนบางกลุ่มที่เพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สินและสถานะทางสังคมกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่สามารถเข้าถึงความเป็นธรรมได้มากกว่าคนอื่น
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ 101 PUB – 101 Public Policy Think Tank ชวนผู้อ่านสำรวจแง่มุมของความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมไทยที่ทำให้คนต่างสถานะเข้าถึงความเป็นธรรมได้ต่างกัน และวิเคราะห์ลึกลงไปให้ถึงรากของปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่ฝังตัวอยู่ในวิธีคิดแบบไทยๆ
อ่านบทความฉบับเต็ม คลิกที่นี่
ยกตัวอย่างคดีลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทคดีที่มีจำนวนมากที่สุด ผู้ถูกกล่าวหามีต้นทุนทางตรงและทางอ้อมที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีเฉลี่ยราว 120,330 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสำคัญคือค่าประกันตัว (30,000 บาท หรือร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด) และค่าจ้างทนายความ (26,632 บาท หรือร้อยละ 22) ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของประชากรไทย ที่ครึ่งหนึ่งของประเทศมีรายได้ไม่เกิน 4,100 บาทต่อเดือน เท่ากับว่าต้องทำงานเก็บออมเงินอย่างน้อย 2 ปี 5 เดือนถึงจะมีเงินสู้คดี แต่สำหรับผู้ที่รวยที่สุดร้อยละ 10 ของประเทศซึ่งมีรายได้เฉลี่ยที่ 105,000 บาทต่อเดือน รายได้เพียงเดือนเดียวก็เกือบจะครอบคลุมต้นทุนสู้คดีทั้งหมดแล้ว
มากไปกว่านั้น แนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรมไทยที่เน้นจับและฝากขังไว้ก่อนยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายขึ้นโดยไม่จำเป็น ตั้งแต่ตำรวจที่มักตั้งข้อหาและจับผู้ต้องหาก่อนที่จะมีพยานหลักฐานที่พอเชื่อได้ว่าทำผิดจริง ต่อมาเมื่อมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็มักนำตัวผู้ต้องหาไปขอฝากขังกับศาล เช่นเดียวกับอัยการที่ขอฝากขังต่อในระหว่างตรวจสำนวนเพื่อพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีหรือไม่ ศาลเองก็มีแนวโน้มอนุมัติหมายขังตามคำขอโดยเฉพาะข้อหาที่มีโทษจำคุกขั้นสูงเกิน 3 ปี ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ใช้เป็นเหตุผลในการออกหมายขังได้ และในการพิจารณาปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราว ศาลมักให้ผู้ต้องหารับภาระการพิสูจน์ว่าตนเองจะไม่หลบหนี แต่ก็ยังมักเรียกเงินประกันตัวด้วยความเชื่อว่าจะทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่หลบหนี
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ต้องหาก็ต้องแบกรับภาระหาเงินประกันตัวขอปล่อยตัวและค่าใช้จ่ายอื่นตลอดกระบวนการ และหากไม่สามารถหาหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันได้ ก็จำต้องถูกคุมขัง ทั้งที่อาจไม่ได้มีหลักฐานพอเชื่อได้ว่าทำผิดแต่แรก หรือไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่ามีโอกาสหลบหนีสูง ทำให้ต้องสูญเสียรายได้จากเวลาที่เสียไปกับการคุมขัง
ในขั้นตอนการฝากขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ประชาชนบางส่วนก็ไม่ทราบสิทธิในการร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้หลักประกันได้ ทำให้ต้องถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี หรือต้องไปขวนขวายหาหลักประกันมาวางไว้กับศาลโดยไม่จำเป็น เมื่อกระบวนการเดินทางมาสู่ชั้นพิจารณาคดี จำเลยก็อาจเลือกให้การสารภาพเพื่อให้กระบวนการจบลงอย่างรวดเร็วและหวังว่าศาลจะบรรเทาโทษให้ แต่หลายครั้งเป็นการยอมรับสารภาพในโทษฐานที่รุนแรงเกินกว่าความผิดตัวเอง และหากไม่ทราบวิธียกเหตุขอลดหย่อนโทษที่ทำให้ศาลเห็นใจได้ก็จะได้รับโทษหนักเกินไป ในขณะที่จำเลยที่มีความรู้หรือมีทนายช่วยแนะนำน่าจะสามารถยกเหตุให้ศาลเห็นใจได้มากกว่า เช่น ต้องลักขโมยเพราะตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัสจากการไม่มีรายได้ หรือทำร้ายร่างกายเพราะเกิดโทสะจากการถูกยั่วยุ เป็นต้น ทำให้มีโอกาสได้รับการลดโทษมากกว่า
การเข้าถึงทนายช่วยเหลือคุณภาพดียังไม่ทั่วถึง
เนื่องจากคนทั่วไปไม่มีความรู้ทางกฎหมายเพียงพอจะสู้คดี การมีทนายความอยู่เคียงข้างตลอดกระบวนการจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างสุดความสามารถ เพราะทนายความเป็นทั้งผู้ช่วยและตัวแทนในการให้คำแนะนำทางกฎหมาย ว่าความให้ในชั้นพิจารณาคดี ไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิไม่ให้ถูกเอาเปรียบ
ในบรรดาตัวชี้วัดของดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) โดย World Justice Project ที่เกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมอาญาของไทย หัวข้อการไม่เลือกปฏิบัติ (Impartiality) ไทยได้รับคะแนนแค่ 0.32 (จากคะแนนเต็ม 1) น้อยที่สุดเป็นรองแค่ประสิทธิภาพของระบบราชทัณฑ์เท่านั้น หากพิจารณาเป็นอันดับคะแนนของระบบยุติธรรมอาญาที่ไม่เลือกปฏิบัติของไทยอยู่อันดับ 115 จาก 142 ประเทศทั่วโลก อยู่ในระดับใกล้เคียงกับรัสเซียและแย่กว่าหลายประเทศในแอฟริกา
การเลือกปฏิบัติในระบบยุติธรรมไทยเริ่มต้นตั้งแต่การออกหมายจับ ซึ่งในปัจจุบันขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาว่าบุคคลจะหลบหนีหรือไม่ แต่ปรากฏว่าศาลมีแนวพิจารณาในทางที่ว่าผู้มีสถานะทางสังคมสูงจะไม่หลบหนี ดังจะเห็นได้จากการที่สำนักงานประธานศาลฎีกาเคยมีความเห็นต่อการออกหมายจับในคดีที่มีพยานหลักฐานอันพอจะเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำผิดอาญาร้ายแรง โดยให้แนวทางไว้ว่าหาก “ผู้ต้องหาไม่มีทางที่จะหลบหนีอย่างแน่นอน เช่น ผู้ต้องหาเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นต้น” ก็ไม่จำเป็นต้องออกหมายจับ แนวทางนี้เท่ากับเป็นการให้อภิสิทธิ์กับข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมือง ในทางตรงกันข้าม วรรคสองของมาตรา 66 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากลับระบุว่า ถ้าหากบุคคลที่มีการขอออกหมายจับนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจะหลบหนีทันที
ตัวอย่างของความเหลื่อมล้ำในการออกหมายจับคือการเพิกถอนหมายจับของนายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นายอุปกิตถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินและค้ายาเสพติดจากประเทศเมียนมา ต่อมา ตำรวจได้ขอศาลอาญาออกหมายจับอุปกิต โดยผู้พิพากษาเวรได้อนุมัติการออกหมายจับในช่วงเช้า อย่างไรก็ตาม จากคำบอกเล่าของตำรวจ ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้นเอง ตำรวจผู้เป็นเจ้าของคดีก็ถูกเรียกกลับไปที่ศาลอาญา ถูกต่อว่าโดยผู้บริหารศาล และกดดันให้ถอนหมายจับโดยอ้างว่าตำรวจใช้ดุลพินิจโดยมิชอบในการออกหมายจับ และมีระเบียบศาลที่ระบุให้เมื่อใดก็ตามที่จะออกหมายจับบุคคลสำคัญต้องปรึกษาผู้บริหารศาลก่อน ท้ายที่สุด อธิบดีศาลอาญาก็ตัดสินใจให้ถอนหมายจับนายอุปกิต หลังจากเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดีก็ถูกย้ายจนไม่สามารถทำงานต่อในคดีของนายอุปกิตได้อีก
ขั้นตอนขอปล่อยตัวชั่วคราวก็ให้อภิสิทธิ์กับผู้ที่มีสถานะทางสังคมหรืออยู่ใกล้กับอำนาจรัฐเช่นกัน โดยผู้ที่มีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักที่ประกอบอาชีพเป็นข้าราชการ นักการเมือง หรือประกอบอาชีพมั่นคง สามารถร้องขอให้คนรู้จักของตนเองใช้ตำแหน่งในหน้าที่การงานแทนหลักทรัพย์ประกันตัวได้ ในขณะที่ประชาชนที่มีฐานะยากจนต้องควานหาเงินสดหรือหลักทรัพย์ เช่น การยืมเงินญาติพี่น้อง ไปจนถึงการเสียดอกเบี้ยจากการเช่าหลักทรัพย์เพื่อมาประกันตัวเอง
ท้ายที่สุด ในขั้นพิพากษาตัดสินคดี สถานะทางสังคมก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรเทาโทษ โดยตั้งแต่มีการเริ่มใช้กฎหมายลักษณะอาญาในปี 2451 เป็นต้นมา “คุณความดีมาแต่ก่อน” ก็เป็นหนึ่งในเหตุที่ศาลสามารถพิจารณาเพื่อบรรเทาโทษได้ ซึ่งศาลสามารถลดโทษได้สูงสุดไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษทั้งหมด การใช้ดุลพินิจว่าใครเป็นผู้มีคุณความดีมาแต่ก่อนมักจะแนบติดอยู่กับผู้ที่ทำงานในระบบราชการ การเมือง ผู้มีอำนาจหรือร่ำรวยในสังคม ผู้มีคุณความดีมาแต่ก่อนยังรวมถึงผู้ที่เคยบริจาคเงินเพื่อการกุศล บริจาคเลือด เคยช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบภัย ไปจนถึงข้าราชการที่รับราชการมาเป็นเวลานานและได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การประเมินเช่นนี้เป็นเรื่องยากที่บุคคลฐานะยากจนจะกลายเป็นผู้มีคุณความดีมาแต่ก่อนได้ในสายตากระบวนการยุติธรรม เพราะการบริจาคเงินเพื่อสังคมเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นคุณความดีเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ที่แม้แต่เงินประกันตัวหรือจ้างทนายความก็หาไม่ได้
แม้กระทั่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ที่สามารถใช้ดำเนินคดีกับประชาชนได้อย่างรุนแรง ก็เคยมีจำเลยได้รับการลดโทษจากเหตุเคยมีคุณความดีมาแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 2529 นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์เคยถูกดำเนินคดีจากกรณีการปราศรัยว่าหากตนเลือกเกิดได้จะไปเกิดในพระบรมมหาราชวัง คดีนี้ดำเนินไปจนถึงชั้นฎีกา โดยศาลฎีกาแก้โทษจำคุกจากชั้นอุทธรณ์ที่พิพากษาลงโทษจำคุกหกปี ลดลงหนึ่งในสามเหลือ 4 ปี โดยให้เหตุผลของการบรรเทาโทษว่าจำเลยเคยทำความดีให้แก่ประเทศชาติ เคยเป็น สส. และรัฐมนตรีหลายสมัย ได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก อีกทั้ง ยังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการจัดหาทุนสร้างสวนหลวง ร.9 และจัดหาทุนโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย จึงนับว่าเป็นผู้มีคุณความดีมาแต่ก่อน และหลังจากเกิดเหตุก็ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ นายวีระเข้าไปอยู่ในเรือนจำได้เพียงประมาณ 1 เดือนก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
กำไล EM ยังมีปัญหาในเชิงหลักการของการสันนิษฐานว่าจำเลยต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ ผลที่ตามมาของการมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พันรอบข้อเท้าคือการสร้างตราบาปทางสังคม ซึ่งผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องแบกรับในชีวิตประจำวัน ทั้งที่จำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบเท่าที่กระบวนการยังไม่จบ การใช้กำไล EM ยังนำไปสู่ข้อถกเถียงว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคลที่ยังไม่มีความผิดในทางกฎหมายด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นปัญหามากขึ้นเมื่อพิจารณาว่าผู้ที่ต้องจำยอมติดกำไล EM และยอมถูกตีตราทางสังคมส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ในขณะที่ผู้มีฐานะร่ำรวยสามารถวางหลักประกันในราคาเต็มแทนได้
มาตรการต่อมาเพื่อช่วยลดต้นทุนคือการใช้ระบบประเมินความเสี่ยงในการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว แต่มาตรการนี้ก็ยังประสบปัญหาการขาดแคลนข้อมูลและตัวชี้วัดที่ครอบคลุมมากพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือ ทำให้ศาลยังมีแนวโน้มจะเรียกหลักประกัน นอกจากนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังมีทัศนคติว่าต้องหาหลักประกันมาวางไว้กับศาลก่อนเสมอ บางรายเลือกที่จะไม่ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยประเมินความเสี่ยงเลย ด้วยความเชื่อว่าการมีหลักประกันจะช่วยโน้มน้าวผู้พิพากษาให้มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวได้ง่ายกว่า
นโยบายอีกประเภทหนึ่งคือ การช่วยค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีโดยมีการจัดตั้ง ‘กองทุนยุติธรรม’ ซึ่งมีหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ที่ผ่านมาก็ยังประสบปัญหาการให้ความช่วยเหลือที่ไม่ครอบคลุมโดยการตีความระเบียบข้อบังคับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีบางประเภทเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือความสงบเรียบร้อย ที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการปฏิเสธที่จะช่วยเหลือในคดีที่มีโทษสูงหรือเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ จากการสำรวจคำร้องขอความช่วยเหลือที่ไม่ได้รับการอนุมัติ 119 คำขอ พบว่า 86 คำขอ (72.3%) ถูกปฏิเสธเพราะเหตุผลดังกล่าว นอกจากนี้ กองทุนยุติธรรมยังมีหลักเกณฑ์จะไม่ช่วยผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีความเสี่ยงหลบหนีสูง แต่กลับขาดการประเมินความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือ ทำให้ช่วยเหลือผู้ต้องหาได้ไม่มากเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายปรับปรุงการเข้าถึงทนายความช่วยเหลือ โดยที่ผ่านมาเน้นไปที่การเพิ่มค่าตอบแทนเพื่อสร้างแรงจูงใจดึงดูดทนายเข้ามาให้บริการช่วยเหลือมากขึ้น เช่น ในปี 2562 มีการเปลี่ยนระบบค่าตอบแทนของทนายความอาสาในชั้นสอบสวนเป็น 1,000 บาทต่อวันจากเดิมที่ให้เป็นรายครั้ง และปรับค่าตอบแทนของทนายความอาสาที่ให้คำปรึกษากฎหมายจาก 600 บาทเป็น 1,000 บาทต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าหมายให้มีทนายความอาสาประจำทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยในปี 2565 มีทนายประจำสถานีตำรวจเพียง 203 สถานีจาก 1,432 สถานีทั่วประเทศ หรือเพียงร้อยละ 13 เท่านั้น
ในขณะที่ข้อเสนอการปรับปรุงเชิงระบบกลับยังไม่มีการผลักดันอย่างจริงจัง ในปี 2559 สมาชิกบางส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอให้โอนภารกิจการจัดหาทนายความช่วยเหลือในคดีอาญาทุกชั้นไปให้สภาทนายความเป็นผู้ดูแล เพื่อบูรณาการระบบช่วยเหลือด้านกฎหมายจากปัจจุบันที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ
อีกข้อเสนอหนึ่งคือการจัดตั้งองค์กรทนายสาธารณะ (Public Defender) ขึ้นทำหน้าที่ให้ช่วยเหลือจำเลยรายได้น้อยตลอดกระบวนการตั้งแต่ชั้นสอบสวนไปจนถึงชั้นพิจารณาคดี โดยเป็นองค์กรของรัฐและจะว่าจ้างทนายความเป็นพนักงานประจำและมีการพัฒนาความเชี่ยวชาญของทนาย การจัดตั้งองค์กรนี้มีศักยภาพที่จะให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายได้ดีกว่าระบบทนายความอาสาและขอแรงในปัจจุบัน โดยแก้ปัญหาค่าตอบแทนต่ำ ไม่มีการจัดสรรตามความเชี่ยวชาญ และขาดการประสานการทำงานที่ต่อเนื่องกันระหว่างชั้นสอบสวนและพิจารณาคดี
ข้อเสนอนี้มีการนำเสนอต่อสังคมกันมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายนโยบาย จนกระทั่งในปี 2565 มีการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานทนายรัฐ พ.ศ. … โดยนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สส. พรรคไทยศรีวิไลย์ โดยแม้ว่าร่างกฎหมายจะขาดรายละเอียดหลายประการ แต่ก็มีหลักการในการจัดตั้งองค์กรเพื่อดูแลทนายความที่รัฐจัดหาในคดีอาญา
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกคัดค้านจากหน่วยงานรัฐ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่เห็นร่วมกันว่าจะเป็นการจัดตั้งองค์กรที่ซ้ำซ้อนกับกลไกความช่วยเหลืออื่นที่มีอยู่แล้วและเห็นว่าการเพิ่มค่าตอบแทนทนายความเป็นเรื่องสำคัญกว่า
ในระบบกล่าวหาที่ศาลวางตัวเป็นกลาง ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความสามารถในการต่อสู้คดีเท่าเทียมกัน โดยสามารถแสวงหาพยานหลักฐานมาหักล้างหลักฐานของอีกฝ่าย อย่างไรก็ดี แม้ว่ากฎหมายจะให้การรับรองสิทธิสู้คดีอย่างเทียมไว้ แต่แนวทางปฏิบัติและทัศนคติขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริงเป็นไปในทางที่ให้ฝ่ายรัฐหรืออัยการถือความได้เปรียบเหนือฝ่ายจำเลยค่อนข้างมาก
พนักงานสอบสวนและอัยการที่เป็นโจทก์มีแนวปฏิบัติที่ ‘มุ่งพิสูจน์ความผิด’ ของผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ก่อน ตรงกันข้ามกับการ ‘แสวงหาความจริง’ ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม โดยมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระบุว่า ในการแสวงหาหลักฐานของพนักงานสอบสวน ต้องมีเป้าหมายไม่เพียงเพื่อพิสูจน์ความผิดเท่านั้น แต่ยังต้องหาหลักฐานที่แสดงความบริสุทธิ์เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหาด้วย กฎหมายมาตราเดียวกันยังให้อำนาจและดุลพินิจกับพนักงานสอบสวนในการรวบรวมหลักฐานไว้อย่างกว้างขวาง และในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าถึงหลักฐานก็ย่อมสามารถทำได้ง่ายกว่าประชาชนธรรมดา แต่ในทางปฏิบัติ พนักงานสอบสวนมีแนวโน้มที่จะหาพยานหลักฐานที่เป็นโทษกับผู้ต้องหาเท่านั้น ในขณะที่หลักฐานที่เป็นคุณหรือแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาอาจจะไม่ปรากฏในสำนวน
ความได้เปรียบของฝ่ายโจทก์ที่เป็นรัฐเหนือจำเลยยังพบได้ในกระบวนการเปิดเผยพยานหลักฐานก่อนการพิจารณาคดี ฝ่ายโจทก์และจำเลยจะต้องยื่นบัญชีพยานหลักฐานที่จะใช้และอาจมีการนัดตรวจพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นการเปิดเผยให้อีกฝ่ายทราบว่าฝ่ายตนประสงค์จะใช้หลักฐานใด เพื่อให้การต่อสู้และการหักล้างข้อกล่าวหาเป็นไปอย่างเป็นธรรม ไม่มีการจู่โจมทางพยานหลักฐานหรือการนำเสนอหลักฐานที่อีกฝ่ายไม่ทราบมาก่อนในการสืบพยาน
อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนเหล่านี้ อัยการมีดุลพินิจในการเลือกพยานหลักฐานมาก โดยอาจเลือกเปิดเผยหลักฐานบางชิ้นที่เป็นโทษกับจำเลย และไม่เปิดเผยชิ้นที่เป็นคุณกับจำเลย ไม่ต่างกับที่พนักงานสอบสวนแสวงหาแต่พยานหลักฐานที่เป็นโทษกับผู้ต้องหา นอกจากนี้ อัยการยังมีเทคนิคในการสร้างความสับสนให้ฝ่ายจำเลยตรวจสอบความถูกต้องของพยานหลักฐานได้ยากลำบาก เช่น ใช้คำว่า “สรรพเอกสารในสำนวนสอบสวนทั้งหมด” โดยไม่ระบุว่าเป็นพยานหลักฐานชิ้นใด
แนวปฏิบัติเช่นนี้สร้างภาระให้กับฝ่ายจำเลยในการต่อสู้คดีมากขึ้น เมื่อตำรวจและอัยการนำเสนอแต่หลักฐานที่เป็นโทษกับจำเลย ฝ่ายจำเลยจึงต้องขวนขวายหาหลักฐานอื่นที่จะเป็นคุณหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยตนเอง เช่น การขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานหลักฐานจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากเพราะจำเลยอาจไม่ทราบตั้งแต่แรกว่ามีหลักฐานชิ้นใดที่เป็นคุณต่อตนและอยู่ในการครอบครองของหน่วยงานใด และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียมในการขอหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้ หากฝ่ายจำเลยไม่สามารถหาหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ก็จำต้องต่อสู้คดีโดยพยายามหักล้างความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์หรืออัยการ ซึ่งต้องอาศัยทนายเก่งที่มีประสบการณ์ แต่จำเลยที่มีรายได้น้อยมักต้องใช้บริการทนายความขอแรงที่มีประสบการณ์น้อย ทำให้เสียเปรียบค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มจำเลยฐานะดีที่สามารถว่าจ้างทนายความที่มีความสามารถได้
ในกระบวนการยุติธรรมอาญาที่เข้าข้างรัฐเช่นนี้ การวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดของศาลซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษาความเป็นธรรมในต่อสู้คดีของทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย กลับเป็นการส่งเสริมสถานะตั้งต้น เมื่อฝ่ายโจทก์ได้เปรียบเหนือจำเลย การวางตัวเป็นกลางก็เสมือนให้ประโยชน์กับฝ่ายโจทก์ไปโดยปริยาย อันที่จริง กฎหมายไทยได้ให้อำนาจศาลในการเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมดังเช่นในระบบไต่สวนได้ แต่ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ก็ไม่เลือกที่จะใช้อำนาจนี้เนื่องจากกลัวข้อครหาเรื่องความไม่เป็นกลาง อีกทั้งผู้พิพากษายังมีทัศนคติที่มองว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายจำเลยที่ต้องหาพยานหลักฐานมาแก้ต่างเองในชั้นพิจารณาคดี ไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่ต้องไปช่วยเหลือ จึงพยายามไม่เล่นบทบาทเชิงรุกในการให้ความเป็นธรรม
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นตามมาคือประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยส่วนใหญ่เป็นผู้ยากจนหรือสถานะทางสังคมไม่สูงนัก ตัวอย่างหนึ่งที่เด่นชัดคือกรณีนโยบาย ‘ทวงคืนผืนป่า’ ที่รัฐบาล คสช. ผลักดันโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า ทำให้มีการสั่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้ายึดคืนพื้นที่ รื้อสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และกวาดจับประชาชน แม้รัฐบาลอ้างมาโดยตลอดว่าเป็นการดำเนินนโยบายเพื่อนำพื้นที่ป่าคืนจากนายทุนหรือผู้มีอิทธิพล และกำชับให้คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือมีการดำเนินคดีประชาชนกว่า 46,000 คดี ส่วนใหญ่เป็นประชาชน ชาวบ้าน ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ของตนเองมาอย่างยาวนานก่อนที่เจ้าหน้าที่และรัฐจะมาขีดเส้นนิยามว่าเป็นป่า
(ใส่รูป)
นโยบายทวงคืนผืนป่ายังนำไปสู่การใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมหลายฉบับที่มีโทษสูงและครอบคลุมฐานความผิดจำนวนมาก ทำให้ผู้ต้องหาต้องแบกรับภาระต้นทุนต่อสู้คดีค่อนข้างหนัก ยกตัวอย่างเช่น ฐานความผิดครอบครองที่ดิน แผ้วถางป่า ในเขตอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 19 (1) ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มีโทษจำคุกสูงตั้งแต่ 4 ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท ซึ่งมาตรฐานกลางของศาลสำหรับการเรียกหลักประกันระบุไว้ที่ไม่เกิน 100,000 บาท
อีกทั้งจำเลยมักจะถูกกล่าวหาว่ามีความผิดพร้อมๆ กันหลายมาตราเป็น ‘ชุด’ ทำให้โทษโดยรวมสูงขึ้น กรณีที่เป็นที่รู้จักมากคือกรณีอุทยานแห่งชาติไทรทอง ซึ่งมีการดำเนินคดีกับประชาชนชุมชนซับหวายในจังหวัดชัยภูมิ โดยเจ้าหน้าที่รัฐเลือกใช้กฎหมายสามฉบับในการฟ้องร้องประชาชน คือ พระราชบัญญัติป่าไม้ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ในปี 2562 ศาลอุทธรณ์ตัดสินลงโทษจำคุกประชาชนชุมชนซับหวายทั้งหมด 19 คดี โทษจำคุกสูงสุดสี่ปี และปรับสูงสุดถึง 1,500,000 บาท
ท้ายที่สุด สิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนยังมีแนวโน้มไม่ได้รับการคุ้มครองในคดีนโยบาย นโยบายทวงคืนผืนป่าเริ่มต้นด้วยการด้วยการออกคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 ซึ่งเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายความมั่นคง ทั้งกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ และกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรยึดคืนพื้นที่ป่า ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อมาคือการใช้กำลังเจ้าหน้าที่รัฐเข้าปิดล้อมหมู่บ้าน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของประชาชน บังคับให้ทำลายพืชผลการผลิตของตนเอง ก่อนจะจบที่การดำเนินคดี โดยที่ประชาชนไม่ทราบสิทธิของตนเองหรือตกอยู่ภายใต้สภาวะกดดันจากเจ้าหน้าที่จนต้องลงนามในเอกสารยินยอมออกจากพื้นที่
เมื่อฝ่ายความมั่นคงเดินนำหน้า กระบวนการยุติธรรมก็มีแนวโน้มโอนเอียงตาม มากกว่าจะยืนหยัดหลักการให้สิทธิสู้คดีอย่างเท่าเทียม ในบางคดี ศาลแนะนำให้จำเลยรับสารภาพแล้วจะรอลงอาญาตามแนวนโยบายของศาลเอง หรือกล่าวอีกนัยได้ว่าถ้าฝืนสู้คดีก็อาจจะต้องโทษจำคุก
องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรมก็ลังเลที่จะเข้ามาช่วยเหลือ เช่น คดีหนึ่งในจังหวัดลำปาง จำเลยต้องใช้เงินของตนเอง 48,000 บาท เพื่อเช่าหลักทรัพย์ประกันตัวเนื่องจากกองทุนยุติธรรมอ้างว่า “คดีทวงคืนผืนป่าเป็นคดีนโยบาย เป็นเรื่องความมั่นคง” จึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ ในสถานการณ์เช่นนี้จำเลยจึงประสบความยากลำบากในการต่อสู้คดี ตั้งแต่การประกันตัว หาทนายความ ไปจนถึงหาล่ามเพื่อช่วยแปลภาษาจากชาติพันธุ์ต่างๆ ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเลือกรับสารภาพโดยหวังการลดโทษในคดีที่ตนต่อสู้ได้ยาก มีโทษจำคุกและปรับสูง
มุมมองที่ให้รัฐเป็นใหญ่นำมาสู่ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม เริ่มต้นจากแนวปฏิบัติที่ทำให้การต่อสู้คดีไม่เท่าเทียมกัน โดยรัฐเลือกใช้กฎหมายและองคาพยพของกระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกดำเนินนโยบายตามที่ต้องการ ฝ่ายตำรวจและอัยการจึงพร้อมที่จะเอาผิดผู้ที่ตกเป็นจำเลยมากกว่าให้ความเป็นธรรม ซึ่งในหลายกรณี นำไปสู่การละเมิดสิทธิของประชาชน เช่น การประกาศสงครามยาเสพติด นโยบายทวงคืนผืนป่า ไปจนถึงปฏิบัติการทางทหารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ‘คดีนโยบาย’ หรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเหล่านี้มักมีเป้าหมายอยู่ที่ผู้มีฐานะเศรษฐกิจและสังคมต่ำ ซึ่งต้องแบกรับภาระในการต่อสู้คดีอย่างยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นค่าประกันตัวที่แพงขึ้นจากโทษของกฎหมายที่สูง ไปจนถึงแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้ความสำคัญกับการบรรลุผลทางนโยบายมากกว่าคุ้มครองสิทธิ
(ใส่รูป)
คดีนโยบายที่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายเพียงชั่วคราวอาจจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ยิ่งทำให้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำแย่ลงในระยะยาวด้วย นโยบายทวงคืนผืนป่าเริ่มต้นจากการออกคำสั่ง คสช. ให้หน่วยงานความมั่นคงเข้าร่วมปฏิบัติการณ์ยึดคืนพื้นที่ป่า แต่ในเวลาต่อมา แนวนโยบายนี้ก็ได้นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเนื้อหาหลักประการแรกคือการเพิ่มโทษซึ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมแพงมากขึ้น ความผิดฐานครอบครองที่ดิน แผ้วถางป่า ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งออกในรัฐบาลของ คสช. นั้นระบุโทษจำคุกไว้สูงสุด 20 ปี และปรับสูงสุด 2,000,000 บาท เป็นการเพิ่มโทษจากกฎหมายฉบับปี 2504 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกินห้าปี และปรับ 20,000 บาท หรือเท่ากับเพิ่มโทษปรับสูงสุด 100 เท่า
เนื้อหาของการแก้ไขกฎหมายป่าไม้ประการที่สองคือการเปลี่ยนสถานะของคำสั่ง คสช. 66/2557 ที่ริเริ่มการทวงคืนผืนป่า จากเดิมที่เป็นเพียงแนวปฏิบัติในทางนโยบาย ให้กลายเป็นหลักเกณฑ์พิสูจน์ที่ดินทำกินตามกฎหมายใน พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติฉบับที่แก้ไขในปี 2562 ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาประชาชนตกหล่นเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่บังคับให้เซ็นคืนพื้นที่ไปแล้วตามนโยบายของ คสช.
ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่ร่ำรวยหรือใกล้ชิดอำนาจรัฐ นอกจากจะไม่ตกเป็นเป้าหมายของคดีนโยบายและไม่มีปัญหากับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมแล้ว กระบวนการยุติธรรมยังมีข้อยกเว้นให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย ตั้งแต่การมีแนวโน้มให้ความไว้วางใจกับคนมีตำแหน่งในราชการหรือการเมืองว่าจะไม่หลบหนี ในขณะที่ผู้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจะถูกสันนิษฐานว่าจะหลบหนีทันที ไปจนถึงการลดหย่อนโทษให้กับบุคคลที่เคยทำประโยชน์ ซึ่งก็มักจะจำกัดอยู่ในวงการราชการและการเมือง
มากไปกว่านั้น เมื่อรัฐเป็นใหญ่ ความช่วยเหลือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำหรือทำให้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมจึงกลายเป็นเรื่องรอง นโยบายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมาอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเพียงการ ‘ปะผุ’ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่ได้ปรับแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้าง เช่น การเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้กับทนายอาสาและขอแรงเพื่อจะจูงใจให้ทนายทำงานอย่างเต็มที่มากขึ้น แต่ยังไม่มีการปรับกลไกต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มประกันสิทธิภาพการทำงานของทนายช่วยเหลือ อาทิ การมอบหมายคดีที่ตรงกับความเชี่ยวชาญทนายหรือการประสานการช่วยเหลือในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดีเข้าด้วยกันจากปัจจุบันที่ขาดความต่อเนื่อง อีกทั้งมาตรการช่วยเหลือยังอาจจะมีข้อยกเว้นหรือทำให้หน่วยงานของรัฐลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วยได้ถ้าเป็นกรณีที่รัฐเห็นว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของรัฐ คณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือของกองทุนยุติธรรมเคยแสดงความกังวลว่าหากมีการอนุมัติช่วยเหลือกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากเกินไปจะทำให้สถิติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังไม่มีการปรับแนวปฏิบัติและทัศนคติของอัยการและตำรวจที่ตั้งตัวอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยแทนที่จะมุ่งหาข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม เช่นเดียวกับผู้พิพากษาหลายท่านที่ยังมีทัศนคติว่า “จำเลยต้องช่วยตัวเอง” ในการนำเสนอข้อมูลแก่ศาลเพื่อต่อสู้คดี ทั้งที่ยังไม่มีการสนับสนุนที่ดีพอที่จะช่วยให้จำเลยที่มีรายได้น้อยสู้คดีได้อย่างทัดเทียมกับฝ่ายอัยการ
การจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมจึงต้องย้อนกลับไปที่รากของปัญหา คือจารีต แนวปฏิบัติ และแนวนโยบายของรัฐ ที่ยังให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของรัฐเหนือสิทธิและความเป็นธรรม จริงอยู่ที่ความยากจนในทางเศรษฐกิจส่งผลโดยตรงต่อการเข้าไม่ถึงความเป็นธรรม แต่การสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจก็อาจจะไม่ได้แก้ต้นตอของจารีตรัฐเป็นใหญ่ ที่พร้อมจะละเลยสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของคนยากจนนามความมั่นคง ในขณะที่ผู้ที่ร่ำรวยหรือมีอำนาจกลับได้รับการปฏิบัติที่ดีหรือมีข้อยกเว้นให้ ดังนั้น ฐานคิดในกระบวนการยุติธรรมไทยและในองคาพยพของรัฐไทยจึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง โดยต้องเริ่มจากการมองความเป็นธรรมและสิทธิของประชาชนเหนือสิ่งที่รัฐมองว่าเป็นผลประโยชน์หรือความมั่นคง
