‘คนล้นคุก’: การจองจำในจารีตยุติธรรมแบบไทยๆ
โดย ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ | 2 พฤศจิกายน 2566

เป็นที่ทราบกันดีว่าเรือนจำไทยมีจำนวนผู้ต้องขังมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกและเกินความจุจนอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดในเรือนจำ ราวกับว่าสังคมไทยเต็มไปด้วยอาชญากรล้นเมือง แต่ที่จริงแล้วปัญหา ‘คนล้นคุก’ เป็นภาพสะท้อนถึงการใช้โทษอาญาและโทษจำคุกเกินความจำเป็น โดยมีการกระทำผิดจำนวนมากที่ไม่ร้ายแรงแต่กลับเข้าสู่กระบวนการทางอาญาและการตัดสินของศาล ซึ่งหลายคดีจบลงที่การตัดสินจำคุก ยิ่งไปกว่านั้น มีคนอีกจำนวนมากที่ถูกขังก่อนการตัดสินของศาลเสมือนได้รับการลงโทษจำคุกล่วงหน้าเพียงเพราะไม่มีเงินประกันตัว
แม้การปฏิรูปที่ผ่านมามีความพยายามปรับให้ใช้โทษจำคุกเท่าที่จำเป็น รวมถึงการขังผู้ต้องหาด้วย แต่ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ หลายมาตรการยังไปไม่พ้นการถกเถียง บางมาตรการได้รับการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติแล้วแต่ไม่เกิดผลตามที่คาดหวัง
ในบทความนี้ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ 101 PUB – 101 Public Policy Think Tank ชวนผู้อ่านสำรวจสภาพปัญหาคนล้นคุก แนวโน้มการใช้โทษจำคุก พร้อมวิเคราะห์หาเหตุปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการลดการใช้โทษจำคุก
อ่านบทความฉบับเต็ม คลิกที่นี่
ทั้งนี้ มีนักโทษบางกลุ่มที่น่าจะเข้าข่ายทำผิดด้วยความพลั้งพลาดหรือทำผิดไม่รุนแรง ไม่ถึงกับต้องใช้โทษจำคุกที่มีผลกระทบต่อชีวิตค่อนข้างมาก อาทิ ร้อยละ 54.5 ทำผิดครั้งแรก ร้อยละ 52.3 ทำผิดไม่มาก ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ซึ่งอาจใช้การคุมประพฤติหรือลงโทษด้วยวิธีอื่นอย่างการกักบริเวณในบ้านหรือให้บริการสังคมทดแทนได้ อีกทั้ง ยังมีนักโทษอีกราวร้อยละ 11.6 ที่ต้องโทษในคดีเสพยาซึ่งควรได้รับการบำบัดในฐานะผู้ป่วยในสถานฟื้นฟูสมรรถภาพ
กระทั่งหลังปี 2563 ที่มีการระบาดของโควิด-19 จำนวนดังกล่าวลดลงเหลือ 1.7-1.8 แสนคน
ตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมพึ่งพามาตรการปล่อยคนจากคุกโดยเฉพาะการพระราชอภัยโทษค่อนข้างมากในการแก้ไขสถานการณ์คนล้นคุก ในขณะที่มาตรการลดการใช้โทษจำคุกกลับยังดูไม่มีความก้าวหน้ามากนัก
อีกแนวทางการลดโทษจำคุกคือการใช้มาตรการลงโทษอื่นแทน เช่น โทษค่าปรับ ซึ่งมีงานศึกษาหลายชิ้น วิเคราะห์ว่าโทษปรับในกฎหมายไทยต่ำเกินไป ไม่สามารถป้องปรามการกระทำผิดได้ ทำให้มีแนวโน้มใช้โทษจำคุกมากกว่า
มาตรการอีกรูปแบบคือการเพิ่มโทษระดับกลางสำหรับความผิดที่ไม่ร้ายแรง เช่น การควบคุมตัวในบ้านกึ่งวิถี การคุมประพฤติแบบค่ายฝึกอบรม การจำคุกในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ซึ่งจะทำให้มีทางเลือกมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีจำกัดแค่ 5 ประเภท (ปรับ ริบทรัพย์ กักขัง จำคุก และประหารชีวิต)
ในด้านการลดปริมาณผู้ต้องขังระหว่างฯ ที่ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ มาตรการส่วนใหญ่ก่อนปี 2559 เป็นการช่วยเหลือเงินประกัน เพื่อมิให้ผู้ใดต้องถูกขังเพียงเพราะว่าหาเงินประกันตัวไม่ได้ ความพยายามลดการใช้เงินประกันเริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 โดยศาลยุติธรรมได้นำระบบประเมินความเสี่ยงมาทดลองใช้ แต่ในทางปฏิบัติ ระบบประเมินความเสี่ยงยังมีข้อจำกัดพอสมควรทำให้ผู้พิพากษาไม่มั่นใจในผลการประเมิน
แนวปฏิบัติข้างต้นมาพร้อมกับหลักยุติธรรมโบราณที่ ‘สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยมีความผิด’ (presumption of guilt) ซึ่งเมื่อเชื่อว่าผู้ต้องหาน่าจะทำผิดแล้ว รัฐก็ต้องรีบขังผู้ต้องหาไว้ก่อนจนกว่าจำเลยจะพิสูจน์ให้เชื่อว่าไม่ผิดหรือไม่เสี่ยงที่จะหลบหนี ไปทำลายหลักฐาน หรืออาจไปทำผิดซ้ำอีกเมื่อได้รับการปล่อยตัว ซึ่งเป็นจารีตที่ตรงกันข้ามกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักนิติธรรมโดยเป็นหลักที่ป้องกันไม่ให้รัฐใช้อำนาจสั่งขังคนได้ตามอำเภอใจ ลงโทษคนล่วงหน้าก่อนการตัดสินผิดถูก ตามหลักนี้ เจ้าหน้าที่รัฐจะสั่งขังได้ก็เมื่อพิสูจน์ด้วยข้อมูลและหลักฐานต่างๆ จนน่าเชื่อได้ว่า หากปล่อยตัวแล้วจะก่อผลกระทบอันตรายต่อจำเลย สังคมและการค้นหาความจริง
