ออกแบบประเทศไทย: รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน
จัดโดย ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) Thai PBS และภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร
“คอร์รัปชันเป็นศัตรูของการใช้อำนาจในขอบเขต” ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวในงานเสวนาออกแบบประเทศไทย: “รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน”
ผู้อำนวยการ TIJ ระบุว่า รัฐบาลต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมามีความพยายามที่จะดำเนินการปราบปรามการคอร์รัปชัน มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติทำเรื่องหลักนิติธรรม มีคณะกรรมการขับเคลื่อน การผลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ซึ่งก็พบว่าประสบความสำเร็จในเชิงทำให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม แต่สิ่งที่ทำให้เป็นอุปสรรค ซึ่ง ดร.พิเศษ เรียกว่า “ติดเพดาน” คือการขาดเจตจำนงทางการเมือง (Political Will)
“การเลือกตั้งเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญในการสร้างแรงจูงใจ เป็นการมองยาวว่าการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ได้จบแค่การเลือกตั้ง ทั้งยังอยู่กับสำนึกของพลเมือง (citizen) ด้วย”
ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
ดร. พิเศษ เน้นย้ำด้วยว่า ความโปร่งใสและข้อมูลเป็นอำนาจรัฐประเภทหนึ่ง มันคือสัญญาของรัฐที่จะใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน เมื่อรัฐทำความตกลงกับประชาชนแล้ว รัฐต้องมีความรับผิดชอบ (accountability) ในการทำตามสัญญานั้น หากรัฐล้มเหลวที่จะทำตามสัญญา ประชาชนจะสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบ
ดังนั้นเมื่อให้สัญญาแล้ว รัฐบาลที่เสนอสัญญานั้นไว้จำเป็นที่จะต้องสร้างความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูล เพื่อแสดงความรับผิดชอบสัญญานั้นต่อประชาชน และที่สำคัญคือประชาชนต้องได้รับการเสริมอำนาจเพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบภาครัฐได้อย่างเข้มแข็งต่อไปด้วย
ในเวทีเสวนา ออกแบบประเทศไทย: รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน จัดโดย ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) Thai PBS และภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีผู้ร่วมสนทนา ประกอบด้วย ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA), วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และผู้สนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม, รศ. ดร. ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC และผู้ร่วมก่อตั้ง HAND Social Enterprise และมนตรี ถนัดค้า กรรมการผู้จัดการ บ.แลนโดมิเตอร์ จำกัด ดำเนินรายการ โดย ธนิสรา เรืองเดช ประธานกรรมการบริหาร WeVis
รวมทั้งมีผู้ร่วมให้ความเห็นเพิ่มเติมร่วมกับ ผู้อำนวยการ TIJ ได้แก่ ปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะอนุกรรมการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวน กลุ่มจับตาคอร์รัปชันระดับพื้นที่-ท้องถิ่น (WatchDog/STRONG) และตัวแทนพรรคการเมือง โดยสรุปแล้วผู้ร่วมเวทีได้แลกเปลี่ยนกันถึงปัญหาของการสร้างความโปร่งใส และต่อต้านการคอร์รัปชันในประเทศไทย รวมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขไว้ดังนี้
ศักยภาพเครื่องมือที่มีอยู่และข้อจำกัดในการบังคับใช้:
ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายและกลไกต่อต้านคอร์รัปชันที่ครอบคลุม เช่น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ระบบ IP และ CoST ที่เคยประหยัดงบประมาณเป็นแสนล้านบาท แต่ประสิทธิภาพในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดจากการขาดเจตจำนงทางการเมือง หน่วยงานมักอ้าง PDPA เป็นข้ออ้างไม่เปิดข้อมูล ทั้งที่ข้อมูลร้อยละ 90 สามารถเปิดเผยได้
ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกิดคอร์รัปชัน:
โครงสร้างกฎหมายให้อำนาจดุลยพินิจเกินสมควร หน่วยงานทำงานซ้ำซ้อน เช่น กรณีภัยพิบัติที่หาดใหญ่มี 37 หน่วยงาน ทุกหน่วยเบิกงบช่วยเหลือ กระบวนการขออนุญาตธุรกิจผ่านหลายหน่วยงาน ขณะที่ประชาชนขาดการเข้าถึงข้อมูลและเวทีมีส่วนร่วม
ข้อเสนอเชิงนโยบายและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง:
ระยะสั้นควรเปิดข้อมูล 25 ชุดที่ครม. อนุมัติได้ทันที ผลักดัน Regulatory Guillotine และบังคับใช้กฎหมายจริงจัง ระยะยาวต้องปรับ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารเป็น “เปิดเป็นหลัก ปิดเป็นข้อยกเว้น” ลดความซ้ำซ้อน จำกัดดุลยพินิจ สร้างธรรมาภิบาลในพรรคการเมือง และพัฒนาระบบเตือนภัยเชิงรุกเพื่อตรวจจับสัญญาณคอร์รัปชันในระยะก่อตัว
นอกจากนี้ ในภาคบ่าย สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและดูแลภาพลักษณ์องค์กร TIJ ได้ร่วมเวทีเสวนาออกแบบบประเทศไทย: “สกัดเส้นเงิน ทุนสีเทา” เวทีแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์และแนวทางการป้องกันและแก้ไขฟอกเงินในประเทศ ซึ่งเกิดจากการนำรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายมาสู่กระบวนการฟอกเงินให้เป็นสินทรัพย์ในระบบ เพื่อให้นำเงินมาใช้ได้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมทั้งการทำให้เกิดฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ เกิดธุรกิจขายสินค้าที่ต่ำกว่าราคาต้นทุน สร้างความเสียหายต่อผู้ค้ารายย่อย และในภาพใหญ่คือธรรมาภิบาลในตลาดทุน ทำให้ประเทศสูญเสียความเชื่อมั่นจากต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย

ขอบคุณภาพ infographic จาก Policy Watch – Thai PBS
ข้อมูลจาก Facebook: Thailand Institute of Justice (TIJ)
